ความสัมพันธ์ไทย - อเมริกัน

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และพระบรมราชจักรีวงศ์ กับการประเทศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกา อยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันมาก ต่างกันเพียง ๖ ปีเท่านั้นคือ เหตุการณ์แรกเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ และเหตุการณ์หลังเกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๙ และหลังจากนั้นไม่นานประเทศทั้งสองก็ได้มีสัมพันธไมตรีต่อกัน
            เรือกำปั่นของชาวอเมริกันลำแรก มีกัปตันแฮน เป็นนายเรือได้แล่นเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๔ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เรือลำนี้ได้บรรทุกสินค้ารวมทั้งปืนคาบศิลาที่ทางราชอาณาจักรไทยต้องการ กัปตันแฮนได้ถวายปืนคาบศิลา ๕๐๐ กระบอก นับเป็นการทำความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานสิ่งของตอบแทนจนคุ้มราคาปืน และยังได้รับยกเว้นภาษีส่วนหนึ่ง ทั้งยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ขุนภักดีราช
            หลังจากกัปตันแฮนก็มาถึงยุคของมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
            งานเผยแพร่คริสตศาสนาในพระราชอาณาจักรไทยนั้น บาทหลวงจากนิกายโรมันทาธอลิค ได้เริ่มมาแล้วตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยอยุธยา แต่งานของมิชชันนารีจากนิกายโปรแตสแตนท์ เพิ่งจะเริ่มในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๑ โดยศาสนาจารย์สองคนจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน และสมาคมมิชชันนารีเนเทอร์แลนด์ ทั้งสองคนได้มาพักอยู่ที่บ้านคาโลส เดอซิลเวรา กงสุลโปรตุเกส ซึ่งเป็นกงสุลชาวตะวันตกคนแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ มิชชันนารีทั้งสองได้นำคำสอนเป็นภาษาจีนมาแจกจ่าย ให้บรรดาคนจีนในกรุงเทพ ฯ พร้อมทั้งแจกยารักษาโรค ทางราชการของไทยเกรงว่าจะเป็นการยุยงปลุกปั่นคนจีนในพระราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสั่งห้ามแจกหนังสือแก่คนไทย ต่อมามิชชันนารีทั้งสองได้ขอความช่วยเหลือไปยังคริสตจักรที่สหรัฐอเมริกา ขอให้ส่งมิชชันนารีมาเพิ่มเติม จดหมายฉบับดังกล่าวได้ส่งไปกับ กัปตันเรือสินค้าชื่อ กัปตัน เอเบิล คอฟฟิน เรือลำนี้ได้นำฝาแฝดไทยคือ อินกับจัน ไปอเมริกาด้วย ในปี พ.ศ.๒๓๗๑ นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เดินทางไปอเมริกา และคำว่า แฝดสยาม ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก
            มิชชันนารีอเมริกันคนแรกเดินทางมาถึงเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ คือ หมอ เดวิด เอบีล ความจริงงานเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีอเมริกัน ต่อคนไทยครั้งแรกได้เริ่มขึ้นแล้วหลายปีก่อนหน้านั้น โดยมิชชันนารีอเมริกันในพม่า นั่นคือในปี พ.ศ.๒๓๖๑ ณ หมู่บ้านคนไทยแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้ง นางแอน เฮเซนทีน จัดสัน มิชชันนารีอเมริกันได้เข้าไปเผยแพร่ศาสนาในพม่าพร้อมสามี ได้พยายามศึกษาภาษาไทยกับคนไทยในหมู่บ้านนั้นเป็นเวลาปีเศษ คนไทยในหมู่บ้านดังกล่าวน่าจะเป็นคนไทยที่ตกไปอยู่ในพม่าครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ ปี พ.ศ.๒๓๑๐ นางแอน จัดสันได้แปลคัมภีร์บางบทออกเป็นภาษาไทย และด้วยความช่วยเหลือของมิชชันนารีอเมริกันอีกผู้หนึ่งคือ ยอร์ช เอช เฮาห์ ซึ่งมีความรู้เป็นช่างพิมพ์ได้หล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยชุดแรก เพื่อพิมพ์คำสอนเป็นภาษาไทยขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๒ แท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ชุดนี้ต่อมาได้ตกมาอยู่ในความครองครองของสมาคมมิชชันนารีลอนดอนที่สิงคโปร์ ดังนั้นจึงได้มีการนำคัมภีร์ภาษาไทยไปพิมพ์ที่สิงคโปร์

            คณะมิชชันนารีอเมริกันที่เดินทางเข้ามายังเมืองไทยนั้นมีอยู่หลายคณะด้วยกัน ที่สำคัญอเมริกันแบบทิสต์ บอร์ด และอเมริกัน บอร์ด ออฟ คอมมิชชันเนอร์ ฟอร์ ฟอเรน มิชชัน ต่อมาทั้งสองคณะได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เรียกชื่อย่อว่า คณะ เอ.บี.ซี.เอฟ.เอ็ม. คนสำคัญในคณะทั้งสองนี้ มีหมอเดวิด เอบีล หมอชาลล์ รอบินสัน และหมอบีช บรัดเลย์ เป็นต้น มิชชันนารีเหล่านี้ส่วนมากเดินทางมาพร้อมกับภรรยา ซึ่งทำหน้าที่เป็นมิชชันนารีเช่นกัน บ้างก็เดินทางมาจากพม่า และบ้างก็เดินทางมาจากอเมริกา มิชชันนารีที่มีบทบาทสำคัญอีกคณะหนึ่งคือ คณะ เพรสไบทีเรียน ที่เริ่มเดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ คนสำคัญในคณะนี้คือ รอเบิต ออร์ ผู้มาถึงคนแรก ต่อมามี หมอสตีเฟน แมตตูน หมอ แซมวล เฮาส์ หมอ แดเนียล แมกกิลวารี และหมอ เอส.ยี.แบดฟาร์แลนด์ เป็นต้น
            การเข้ามาของมิชชันนารีอเมริกัน นอกจากนำศาสนาคริสเตียนเข้ามาเผยแพร่แล้ว ก็ได้นำเอาการแพทย์และการศึกษาแผนใหม่ เข้ามาทำประโยชน์ในเมืองไทยด้วย
 

ผลงานด้านเผยแพร่ศาสนา 


            เดวิด เอบีล เดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ พร้อมหมอทอมลินซึ่งกลับจากสิงคโปร์ ได้พักอยู่ที่สถานกงสุลโปรตุเกส หมอทอมลินได้นำยารักษาโรค และหนังสือสอนศาสนาทั้งภาษาจีน และภาษาไทยมาแจกจ่ายอีกครั้งหนึ่ง หมอ เอบีล ได้มีหนังสือไปยังคริสตจักรที่อเมริกา ให้ส่งมิชชันนารีมาเมืองไทยอีก สมาคมศาสนาคณะต่าง ๆ ในอเมริกา ได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาไม่ขาดสาย และได้ขยายงานออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ เกือบทั่วพระราชอาณาจักรไทย
            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงขัดขวางกายเผยแพร่ศาสนาแต่อย่างใด เพียงแต่ในระยะแรก ๆ ทางราชการห้ามแจกคำสอนในหมู่คนไทยด้วยกัน ด้วยยังไม่แน่ใจเจตจำนงค์ของมิชชันนารีที่เข้ามาใหม่เท่าใดนัก พวกมิชชันนารีก็ตระหนักในความจริงว่าเมืองไทยเป็นดินแดนที่ไม่มีการต่อต้าน ทำร้าย และทารุณพวกมิชชันนารีเหมือนดินแดนบางแห่งในเอเซีย แต่มิชชันนารีก็ไม่ประสบผลสำเร็จที่น่าพอใจในการชักจูงคนไทยให้ไปนับถือคริสตศาสนา แม้ว่าจะประสบผลสำเร็จในหมู่คนจีนบ้างพอสมควร มีผู้กล่าวไว้ว่าไม่มีประเทศใดที่มิชชันนารีจะได้รับการต่อต้าน การเผยแพร่ศาสนาน้อยที่สุด หรือเกือบไม่มีเลยเท่าประเทศไทย และก็ไม่มีประเทศใดที่คณะมิชชันนารีได้รับผลสำเร็จน้อยที่สุดเท่าประเทศไทย สิ่งที่มีค่าที่มิชชันนารีอเมริกันได้รับคือ ทำให้คนไทยทุกชั้นได้ประจักษ์ว่า อเมริกันเป็นมิตรที่ดี มิชชันนารีอเมริกันทำให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อฝรั่งชาวตะวันตกในทางหวาดระแวงมานาน และทำให้คนไทยเริ่มเห็นว่าการคบฝรั่งโดยเฉพาะชาวอเมริกันจะได้รับประโยชน์
            มิชชันนารีอเมริกันที่เดินทางมาถึงเมืองไทยต่อมาคือ หมอ จอห์น เทเลอร์โจนส์ กับภรรยา ซึ่งเดินทางมาจากพม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๔ และได้นำบุตรบุญธรรมชื่อ แซมวล จ.สมิธ มาด้วย เด็กชายผู้นี้ต่อมามีชื่อเสียงในเมืองไทยในนาม "หมอสมิธ" เจ้าของโรงพิมพ์ หมอโจนส์ (คนไทยเรียก หมอยอน) และภรรยา ได้แปลคำภีร์ต่อจากมิชชันนารีผู้มาก่อน ๆ ได้ทำไว้

 

            มิชชันนารีรุ่นที่สาม มาถึงเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๘ ได้ไปเช่าที่เหนือวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) สร้างเรือนพักขึ้นสองหลัง มีมิชชันนารีอเมริกันมาพักอยู่ด้วย แต่ต่อมามีเหตุให้ต้องแยกย้ายกันออกไป หมอแดนบีช บรัดเลย์ ได้ย้ายไปพักอยู่ที่หมู่บ้านซางตาครูซ ฝั่งธนบุรี และต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่กับเจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งได้ปลูกเรือนสองหลังให้พวกมิชชันนารีเช่าอยู่ริมแม่น้ำหน้าวัดประยูรวงศาวาส สถานที่นี้ได้ใช้เป็นศูนย์กลางของคณะมิชชันนารีอเมริกัน อยู่ต่อมาเป็นเวลานาน
            คณะมิชชันนารีได้สร้างโบสถ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๐ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ ได้มีมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียน จากอเมริกามาสมทบ งานขยายงานออกนอกกรุงเทพ ฯ ยังไม่ได้เริ่มจนกระทั่งอีกประมาณ ๒๐ ปีต่อมา จังหวัดแรกที่คณะมิชชันนารีอเมริกันออกไปตั้งศูนย์เผยแพร่ศาสนาคือ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าเมืองเพชรบุรี ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี ด้วยหวังว่าคณะมิชชันนารีจะได้ตั้งโรงเรียนสอนเด็ก ๆ ในจังหวัด หลังจากตั้งศูนย์เผยแพร่ได้ ๒ ปี ก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นที่นั่นใน ปี พ.ศ.๒๔๐๔

          หมอแมกกิลวารี  เป็นผู้ริเริ่มที่จะขยายงานของมิชชันนารีขึ้นไปถึงเชียงใหม่ หมอแมกกิลวารีได้เคยเข้าเฝ้าเจ้าเชียงใหม่ที่กรุงเทพ ฯ หลายครั้งขณะลงมาถวายเครื่องราชบรรณาการ และได้เดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๐ ใช้เวลาเดินทางถึงสามเดือน เจ้าเชียงใหม่กาวิโลรส ซึ่งอนุญาตให้มิชชันนารีขึ้นไปเผยแพร่ศาสนาได้ กลับต่อต้านอย่างรุนแรง ปรากฏว่าผู้เปลี่ยนศาสนาถูกลงโทษ เมื่อสิ้นเจ้ากาวิโลรสแล้ว เจ้าอุปราชยังคงขัดขวางงานของมิชชันนารีอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่อง จึงทรงมีพระบรมราชโองการมายังข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ให้ประกาศแก่ราษฎรเกี่ยวกับเรื่องการนับถือศาสนา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๑ มีข้อความสำคัญว่า
            "การศาสนานั้นไม่เป็นที่ขัดขวางสิ่งใดในราชการแผ่นดิน ผู้ใดเห็นว่าศาสนาใดถูกต้องก็ถือตามใจชอบของผู้นั้น ผิดถูกก็อยู่แก่ผู้ที่นับถือศาสนานั้นเอง ในหนังสือสัญญา และธรรมเนียมในกรุงเทพ ฯ ก็ไม่ได้ห้ามปรามคนที่จะถือศาสนา"
            เมื่อตั้งศูนย์ที่เชียงใหม่เสร็จแล้ว หมอแมกกิลวารี ก็เดินทางต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ทางภาคเหนือ หาลู่ทางที่จะก่อตั้งศูนย์สอนศาสนาของมิชชันนารีอเมริกันต่อไป มิชชันนารีอเมริกันต้องใช้เวลาเกือบ ๕๐ ปี จึงสามารถก่อตั้งศูนย์สอนศาสนาคริสเตียนในจังหวัดต่าง ๆ ได้อีก ๙ แห่ง คือ ลำปาง (พ.ศ.๒๔๒๘) ราชบุรี (พ.ศ.๒๔๓๒) ภูเก็ต (พ.ศ.๒๔๓๓) แพร่ (พ.ศ.๒๔๓๖) น่าน (พ.ศ.๒๔๓๙) เชียงราย (พ.ศ.๒๔๔๐) พิษณุโลก (พ.ศ.๒๔๔๒) นครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๔๓) และตรัง (พ.ศ.๒๔๕๓) ในทุกจังหวัดดังกล่าวมิชชันนารีได้สร้างโบสถ์ โรงเรียน และโรงพยาบาล
 

ผลงานของมิชชันนารีอเมริกันด้านการแพทย์             งานนี้เริ่มด้วยหมอกัตสลาฟ และผู้ที่มีความสำคัญในยุคแห่งการบุกเบิกได้แก่ หมอบรัดเลย์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๘ ได้เปิดสำนักงานรักษาคนเจ็บ และแจกยารักษาโรคอยู่ที่วัดเกาะ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนเช่าของเจ้าพระยาพระคลังใกล้วัดประยูรวงศ์ ฯ งานสำคัญของหมอบรัดเลย์คือ การนำเอาวิธีปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ เข้ามาใช้ในการแพทย์เมืองไทย หมอบรัดเลย์ได้ทดลองเพาะหนองเชื้อขึ้นเองในกรุงเทพ ฯ ได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมรับความสำเร็จด้านนี้ และได้โปรดเกล้า ฯ ให้หมอหลวงทั้งหมดมาหัดปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และได้พระราชทานรางวัลให้หมอบรัดเลย์ ๕ ชั่ง           หมอเฮ้าส์  เป็นมิชชันนารีอเมริกันอีกคนหนึ่งที่อุทิศตนให้กับงานด้านการแพทย์ เมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ ก็ได้เป็นหัวแรงในการรักษาพยาบาล สามารถช่วยคนเจ็บไว้ได้เป็นจำนวนมาก หมอเฮาส์ใช้หัวแอลกอฮอล์การบูรผสมกับน้ำให้ผู้ป่วยกิน สามารถระงับโรคระบาดได้ผล หมอแมกกิลวารีนำยาควินินมาใช้รักษาคนไข้โรคมาเลเรียทางภาคเหนือ โรงพยาบาลแห่งแรกของมิชชันนารีอเมริกันสร้างที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าาเจ้าอยู่หัว ก็ยังพระราชทานเงินช่วยเหลือในการสร้างโรงพยาบาล มิชชันนารีที่ไม่ได้เป็นแพทย์ก็พยายามช่วยเหลืองานด้านนี้ตามความสามารถ ภรรยาของหมอสอนศาสนาทั้งหลายก็ได้ช่วยงานแพทย์ในฐานะพยาบาล โรงเรียนพยาบาลในโรงพยาบาลแมคคอมิคเชียงใหม่ เป็นผลงานชิ้นหนึ่งของหมอ เอดวิน ซี.คอร์ต โรงพยาบาลโรคเรื้อนแห่งแรกที่เชียงใหม่สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ เป็นผลงานของหมอเจมส์ ดับบลิว. แมคเดน ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างโรงพยาบาลแมคคอมิค ทั้งยังเป็นผู้สร้างห้องทดลองผลิตวัคซีนได้สำเร็จใน ปี พ.ศ.๒๔๕๗

          ด้านศัลยกรรม  หมอบรัดเลย์เป็นคนแรกที่รักษาคนไข้ด้วยวิธีผ่าตัด แพทย์ทางศัลยกรรมอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานต่อมาคือหมอเฮาส์ หมอ ยอร์ช บรัดเลย์ แมกฟาร์แลนด์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์แผนใหม่ เมื่อทางราชการตั้งศิริราชพยาบาลขึ้น ก็ได้ตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์ขึ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๒ ก็ได้เชิญหมอแมกฟาร์แลนด์ไปเป็นครูใหญ่ ต่อจากหมอ ที.เฮเวิร์ด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๕ ท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระอาจวิทยาคม ท่านได้อุทิศเวลาหลายสิบปีให้กับโรงเรียนแพทย์ ได้แปลตำราแพทย์ออกเป็นภาษาไทยหลายเล่ม
            คนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์ จากอเมริกาคือ นายเทียนฮี้  สารสิน (พระยาสารสิน สวามิภักดิ์) ซึ่งหมอเฮาส์ได้สนับสนุนส่งไปเรียนยังมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และหญิงไทยคนแรกที่เดินทางไปเรียนวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ที่อเมริกาด้วยความอนุเคราะห์ของหมอแมตตูนคือ นางเต๋อ  (เอส
เทอร์)
 

ผลงานของมิชชันนารีอเมริกันด้านการศึกษาและการพิมพ์             ผลงานด้านการศึกษาเริ่มตั้งแต่การสอนภาษาอังกฤษ ไปจนถึงการตั้งโรงเรียนและการพิมพ์ ตลอดจนการออกหนังสือพิมพ์ ผลงานเหล่านี้เป็นการเปิดทางไปสู่วิชาการ และเทคนิคใหม่ ๆ ของโลกตะวันตก ความล้มเหลวทางการฑูตของไทย กับประเทศตะวันตกในระยะต้นๆ ของสมัยรัตนโกสินทร์ กับส่วนหนึ่งคือการไม่เข้าใจภาษาซึ่งกันและกัน
            งานด้านการศึกษาของมิชชันนารีอเมริกันยังไม่ปรากฏชัดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาปรากฏชัดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดให้ ภรรยา มิชชันนารีสามคน ผลัดกันเข้าไปสอนหนังสือให้กับสุภาพสตรีใน พระราชสำนัก และหลังจากนั้น พวกมิชชันนารีก็เริ่มชักชวนเด็ก ชาวบ้านเรียนหนังสือ เช่น แหม่มแมตตูน เริ่มสอนเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านมอญ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๕ และในเวลาใกล้เคียงกัน ครูชาวจีนที่เปลี่ยนศาสนาคนแรก ๆ ก็ได้สอนหนังสือเด็กผู้ชาย ซึ่งส่วนมากเป็นลูกจีนในเขตมิชชันใกล้วัดอรุณ ฯ มีหมอเฮาส์เป็นผู้ควบคุม ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่สำเหร่ ต่อมาได้มีครูคนใหม่เป็นคนไทย จึงได้ใช้ภาษาไทยสอนแทนภาษาจีน วิชาที่สอนมีปรัชญา เลข ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และแต่งความ เป็นต้น โรงเรียนนี้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ โรงเรียนนี้มีชื่อว่า บางกอกคริสเตียนไฮสกูล ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ฝั่งกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ และเปลี่ยนชื่อเป็นบางกอกคริสเตียนคอลเลจ ซึ่งก็คือโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปัจจุบัน

 

            สำหรับเด็กผู้หญิง แหม่ม เอส.ยี. แมคฟาร์แลนด์ ได้ตั้งโรงเรียนการช่างสำหรับเด็กผู้หญิงที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๘ และในปี พ.ศ.๒๔๑๔ แหม่มจอห์นแคริงตัน ก็ได้ตั้งโรงเรียนการช่างทำนองเดียวกันที่ฝั่งธนบุรี ต่อมาโรงเรียนนี้ได้ย้ายไปรวมกับโรงเรียน แฮเวียต เอ็ม.เฮาส์ ซึ่งเดิมเรียกว่า โรงเรียนวังหลัง ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ โรงเรียนวังหลังเดิมซึ่งเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ สมัยแหม่ม เอ็ดนา เอส.โคล์ ที่เรียกกันว่า แหม่มโคล์ เป็นครูใหญ่ ได้ย้ายโรงเรียนมาอยู่ฝั่งกรุงเทพ ฯ ริมคลองแสนแสบ เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัฒนาวิทยาลัย อคาเดมี หรือ วัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน
            เมื่อคณะมิชชันนารีขยายงานออกไปภาคเหนือ มิชชันนารีได้บันทึกไว้ว่า ที่เชียงใหม่มีผู้หญิงเพียงสองคนเท่านั้นที่อ่านหนังสือได้ แม้ผู้ชายเองที่อ่านหนังสือได้ก็มีน้อยมาก ผู้ที่บวชเรียนมาแล้วเท่านั้นที่จะพออ่านออกเขียนได้ เรื่องข้อนี้แม้แต่ในกรุงเทพ ฯ เองก็เช่นเดียวกัน เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๘ แหม่มแมกกิลวารี ได้พยายามสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักเย็บปักถักร้อย และงานแม่บ้านอื่น ๆ พร้อมทั้งเรียนคัมภีร์ไปด้วย ได้ตั้งเป็นโรงเรียนชื่อโรงเรียนพระราชชายา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัย มีเด็กจากจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือมาเรียนกันมาก สำหรับโรงเรียนชายในเชียงใหม่แห่งแรกเริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ มีหมอ ดี.เจ.คอลลินส์ เป็นครูใหญ่คนแรก ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ โรงเรียนได้ย้ายไปอยู่ในที่แห่งใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จหัวเมืองเหนือได้ทรงวางศิลาฤกษ์ตึกหอประชุมโรงเรียน และพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนปรินซ์รอยส์ และเมื่อมีการตั้งศูนย์เผยแพร่ศาสนาที่ลำปาง แพร่ เชียงราย และน่าน พวกมิชชันนารีก็ได้สร้างโรงเรียนสำหรับเด็กทั้งชายและหญิง ตามจังหวัดดังกล่าว ซึ่งนอกจากโรงเรียนสามัญแล้วยังมีโรงเรียนฝึกวิชาชีพสำหรับเด็กผู้ชายเช่น โรงเรียนเกษตรกรรมลำปาง
            ก่อนที่ทางราชการไทยจะตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๐ งานด้านการศึกษาของไทยได้เริ่มมามากแล้วด้วยความริเริ่มของมิชชันนารีอเมริกัน นักเรียนจากโรงเรียนของมิชชันนารี ก็ได้มาเป็นครูของโรงเรียนหลวงที่เริ่มขึ้นหลายแห่ง
            ผลงานด้านการพิมพ์ของมิชชันนารีอเมริกันเป็นปัจจัยสำคัญของการศึกษา หมอบรัดเลย์เป็นคนนำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาไทยของแหม่มจัดสันมาจากสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ หนังสือไทยเล่มแรกที่พิมพ์คือ หนังสือไวยากรณ์ไทยของร้อยเอก เจมส์โลว์ ชาวอังกฤษ ซึ่งได้ส่งไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์คณะแบบทิสต์ที่กัลกัตตา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๑ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้คิดดัดแปลงตัวพิมพ์ภาษาไทยให้สวยงามขึ้นกว่าเดิม ในระยะแรกต้องส่งตัวพิมพ์ไปหล่อที่ต่างประเทศ ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๓๘๔ จึงสามารถหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นได้เองในเมืองไทย การพิมพ์หนังสือไทยในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนมากใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนาคริสเตียนเป็นหลัก เอกสารครั้งแรกของทางราชการที่พิมพ์ออกมาคือ ประกาศห้ามสูบฝิ่น และนำฝิ่นเข้ามาในเมืองไทย โดยพิมพ์เป็นใบปลิว ๙,๐๐๐ ฉบับ และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หมอบรัดเลย์ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก ชื่อว่า บางกอก รีคอร์เดอร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๗ ต่อมาได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือพิมพ์เล่มแรกของไทย คือ หนังสือดรุโณวาท ของพระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ซึ่งออกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ และเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดบวรนิเวศ ได้ทรงตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในวัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ต่อมาทางราชการได้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ชื่อว่า โรงอักษรพิมพการ
            ขณะที่ฝรั่งเศสเข้ามาในอินโดจีน และต้องการกัมพูชาไปจากไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น หนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้โจมตีฝรั่งเศส และนาย กาเบรียล โอบาเรต์ กงสุลฝรั่งเศสด้วยข้อความต่าง ๆ มีผู้กล่าวว่าหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอเดอร์ เปรียบเสมือนหนามยอกอกของฝรั่งเศสอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดหมอบรัดเลย์ได้ตกเป็นจำเลยของนายโอบาเรต์ในศาลด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ในปี พ.ศ.๒๔๐๙ ถูกกาเรียกค่าเสียหาย ๑,๕๐๐ ดอลล่าร์ ศาลตัดสินให้เขาแพ้คดี และให้จ่ายค่าเสียหายเพียง ๑๐๐ ดอลล่าร์ หมอบรัดเลย์ได้ขอความกรุณาต่อศาลให้ชดใช้เงินเพียง ๔๘ ดอลล่าร์ ปรากฏว่าเพื่อนมิชชันนารี และฝรั่งชาติอื่น ๆ ในกรุงเทพ ฯ ได้เรี่ยไรเงินให้หมอบรัดเลย์ได้ถึง ๓๐๐ บาท (ประมาณ ๑๘๐ ดอลล่าร์) และเมื่อสหรัฐอเมริกาตั้งสถานกงสุลขึ้นในเมืองไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๙ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลอเมริกันคนแรกคือ หมอสตีเฟน แมตตูน ซึ่งเป็นมิชชันนารีอเมริกัน จึงกล่าวได้ว่ามิชชันนารีอเมริกัน เป็นผู้บุกเบิกความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทยกับอเมริกัน
 

สนธิสัญญาไทย - อเมริกัน ฉบับแรก พ.ศ.๒๓๗๕             เพียงหนึ่งปีหลังจากที่มิชชันนารีอเมริกันคนแรกเดินทางมาถึงเมืองไทย ประธานาธิบดี แอนดรู แจ๊คสัน แห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่ง เอ็ดมันด์ รอเบิตส์ เป็นทูตมายังกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ.๒๓๗๕ ความจริงชาวเมริกันได้เดินเรือมาค้าขายถึงเมืองจีน ชวา และสุมาตรามานานแล้ว เรือพ่อค้าอเมริกันลำหนึ่งได้เข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๔ และเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๖๘ กงสุลอเมริกันที่ปัตตาเวียได้เสนอให้รัฐบาลอเมริกันส่งทูต มาเปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย และเมื่อไทยกับอังกฤษได้ทำสัญญาการค้าต่อกัน ในสมัย เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาเมืองไทยในปี พ.ศ.๒๓๖๘ แต่โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ส่งกงสุลมาประจำอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๖๓
            ทูตอเมริกันคนแรกพร้อมคณะ ๑๕ คน เดินทางมาถึงกรุงเทพ ฯ ด้วยเรือรบพีค๊อก ทางไทยให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ จัดให้พักอยู่ที่ตึกรับรองแขกเมือง บริเวณบ้านเจ้าพระยาพระคลัง หน้าวัดประยูรวงศ์ ฯ เอ็ดมันด์ รอเบิตส์ มีของถวายจากประธานาธิบดี เช่นกระเช้าเงิน นาฬิกาพกทองคำ  และแพร เป็นต้น และของที่สำคัญที่สุดคือ พระแสงกระบี่ฝักและด้ามทองคำมีรูปช้าง และนกอินทรีย์  เครื่องราชบรรณาการตอบแทนของไทยที่เป็นของพื้นเมือง มีงาช้าง ดีบุก เนื้อไม้กำยาน พริกไทย และฝาง เป็นต้น การเจรจากับฝ่ายไทยที่มีเจ้าพระยาพระคลังเป็นหัวหน้า ใช้เวลาสามสัปดาห์ได้ตกลงทำสัญญากัน เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๓๗๕ เป็นสนธิสัญญา ๑๐ ข้อ มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับสัญญาที่ไทยทำกับอังกฤษ เช่นให้มีการค้าเสรี ระหว่างพ่อค้าไทยและอเมริกัน นอกจากข้าว ปืน และฝิ่น และหากไทยได้ จะให้ประโยชน์ใด ๆ แก่ชาติอื่นแล้ว สหรัฐอเมริกาก็จะได้ประโยชน์เช่นนั้นด้วย สนธิสัญญาเขียนไว้ ๔ ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน และโปรตุเกส
            สหรัฐอเมริกาได้ส่งทูตพิเศษเข้ามาเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๓ เพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ทำไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๕ แต่โจเซฟ บาเลสเตียร์ผู้เป็นทูตไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายไทย และกลับไปด้วยคว
ามล้มเหลว 
 


ยุคใหม่ของความสัมพันธ์

 

ไทย - อเมริกันหลังปี พ.ศ.๒๓๙๙

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๔ ทรงตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะด้านวิเทโศบาย เนื่องจากลัทธิจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกกำลังเฟื่องฟู หลายประเทศในเอเซียถูกลัทธินี้คุกคามอยู่ ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ใช้ประเทศจักรวรรดิ์นิยมเช่น อังกฤษ หรือฝรั่งเศส แต่เมื่อไทยให้ประโยชน์กับอังกฤษชาติหนึ่งแล้ว ชาติอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ย่อมจะได้รับประโยชน์นั้นด้วยเช่นกัน

 

            ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียซ  แห่งสหรัฐอเมริกาได้แต่งตั้งให้ เทาน์เซนต์  แฮริส เป็นทูตมาเจรจาทำสนธิสัญญาให้กับไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๓ ๙๙ ขณะนั้นเขาเป็นกงสุลใหญ่ประจำประเทศญี่ปุ่น เขามาถึงสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๓๙๙ ทางกรุงเทพ ฯ ได้จัดส่งเรือกลไฟสยามอรสุมพลไปรับมาถึงกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน แฮริสมีคณะทูตเป็นขุนนางอเมริกันประดับเกียรติ์มาถึง ๔๖ คนพักที่บ้านรับรองแขกเมืองปากคลองผดุงกรุงเกษม ได้เข้าเฝ้าที่พระที่นั่งดุสิต  เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พร้อมกับถวายเครื่องราชบรรณาการ มีปืนลำกล้องหุ้มทอง รูปประธานาธิบดี กระจกเงา หมึก สมุด ฉาก แผนที่ โคมระย้า เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งคณะผู้แทนไทยทำหนังสือสัญญา ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสนธิสัญญากันเมื่อ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๓๙๙ มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับ สนธิสัญญาบาวริง กล่าวคือไทยอมเลิกการผูกขาดทุกประเภทให้มีการค้าโดยเสรี ข้อสำคัญคือข้อที่ว่าด้วยอำนาจศาลกงสุล หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และข้อที่ว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งเลิกวิธีเก็บภาษีปากเรือสำหรับสินค้าข้าเข้า เปลี่ยนมาเก็บอัตราร้อยละ ๓ สินธิสัญญาทำขึ้นสามฉบับ ผู้ที่แฮริสแต่งตั้งให้เป็นกงสุลอเมริกันคนแรกคือ หมอสตีเฟน แมตตูน มิชชันนารีอเมริกัน
            สนธิสัญญาฉบับนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันในสมัยประธานาธิบดี เจมส์ บุคะนัน ในระยะ ๑๐ ปีแรก หลังสนธิสัญญา มีการแลกเปลี่ยนจดหมาย และบรรณาการระหว่างรัฐบาลทั้งสอง สมัยหมอสตีเฟน แมตตูน เป็นกงสุลอเมริกัน สัมพันธภาพระหว่างประเทศทั้งสองอยู่ในขั้นดียิ่ง ชาวอเมริกันเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากกว่าฝรั่งชาติอื่น ๆ

 

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีพระราชสาส์นหลายครั้ง ครั้งแรกถึงประธานาธิบดี แฟรงกลิน เพียซ ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๙๙ ต่อมามีถึง ประธานาธิบดี เจมส์ บุคะนัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๒ ฉบับหน้าและต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๐๓ ก็ได้ทรงมีถึงอีกฉบับหนึ่งตอบรับของบรรณาการที่ประธานาธิบดี บุคุนันส่งมาถวาย และได้มีพระราชสาส์นอีกฉบับหนึ่งล้วนที่เดียวกัน แต่เมื่อพระราชสาส์นทั้งสองฉบับไปถึงอเมริกานั้นเป็นสมัยของประธานาธิบดีลินคอล์น ในพระราชสาส์นฉบับหลังนี้ พระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทานช้างไปเป็นของกำนัล บังเอิญเกิดสงครามกลางเมืองในอเมริกา ประธานาธิบดีลินคอล์น จึงมิได้ตอบพระราชสาส์น จนกระทั่งอีกปีหนึ่งต่อมาจึงได้กราบบังคมทูลว่า ดินฟ้าอากาศในอเมริกาไม่เหมาะสมสำหรับช้าง
            ระหว่างสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา ทำให้การติดต่อระหว่างประเทศทั้งสองห่างเหินกันไป ตั้งแต่สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา เรือติดธงอเมริกันไม่ได้เข้ามาในกรุงเทพ ฯ อยู่นาน จนถึงปี พ.ศ.๒๔๐๙ จึงได้เรืออเมริกันลำหนึ่งเข้ามาทอดสมอที่สันดอนปากน้ำ และในปีนั้นเองได้มีการแก้ไขสัญญาบางข้อ เช่นข้อที่ว่าเรือต่างชาติทุกลำจะต้องมอบอาวุธปืนของเรือของตนไว้ที่สันดอนปากน้ำ และเรียกคืนเมื่อเดินทางกลับ การขนย้ายปืนจากเรือขึ้นฝั่ง และขนย้ายจากฝั่งลงเรือเป็นเรื่องยุ่งยาก และเสียเวลามาก จึงได้มีการแก้ไขเป็นว่ามอบไว้แต่ดินปืนเท่านั้น การแก้ไขดังกล่าวทำให้พ่อค้าอเมริกันพอใจมาก กงสุลอเมริกันคือ เจมส์ เอ็มฮูด ได้พยายามฟื้นฟูการติดต่อระหว่างไทย - อเมริกัน แต่สัมพันธภาพระหว่างเขากับมิชชันนารีอเมริกันไม่ดีนัก และในสมัยนี้เองที่ หมอบรัดเลย์ได้ตกเป็นจำเลยของกงสุลฝรั่งเศสโอบาเรต์ ความสัมพันธ์ทั้งด้านการเมือง และการค้าของไทยและอเมริกา ระยะนั้นตกต่ำมากกว่าชาติอื่น ๆ ฮูดให้เหตุผลว่า เป็นเพราะไม่มีเรือรบอเมริกันในน่านน้ำแถบนี้ สหรัฐอเมริกาอยู่ไกลเกินไป และไม่มีดินแดนในปกครองอยู่ในภูมิภาคนี้ เหมือนอังกฤษและฝรั่งเศส ฐานะของอเมริกันจึงต่างกับมหาอำนาจอื่น ๆ
            แม้ว่าสนธิสัญญาแฮริสดูคล้ายกับว่าจะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการค้าต่างประเทศแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เสมอ เช่นในเรื่องที่รัฐบาลได้พยายามเก็บภาษีสินค้าเพิ่มขึ้นอีก เช่น ภาษีไม้ ภาษีสุรา และออกกฎหมายเกี่ยวกับการส่งออกโคกระบือใน ปี พ.ศ.๒๔๑๔ เจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทยได้ยึดเรือสินค้าอเมริกันบรรทุกไม้ลำหนึ่งชื่อ คอลฟิน ในข้อหาว่าไม่เสียภาษีไม้ ซึ่งภาษีชนิดนี้ความจริงเป็นภาษีภายในเก็บด้วยวิธีสิบท่อนชักสอง กงสุลอเมริกันชื่อ พาทริจได้ประท้วงไปยังรัฐบาลขอให้ปล่อยเรือคอลฟิน เพราะรัฐบาลไม่เคยเก็บภาษีไม้จากพ่อค้าที่เป็นคนในบังคับต่างชาติ และเนื่องจากสหรัฐอเมริกาได้รับการปฏิบัติอย่างประเทศที่ได้รับ อนุเคราะห์อย่างยิ่งตามสนธิสัญญา จึงไม่ควรต้องเสียภาษีนี้เช่นกัน พาทริจยังร้องเรียนไปทางกรุงวอชิงตันด้วย แต่กระทรวงต่างประเทศอเมริกันไม่ต้องการจะมีปัญหากับรัฐบาลไทย จึงให้พาทริจแก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม อเมริกันก็ส่งเรือรบเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ในเดือน กรกฎาคม ๒๔๑๕ ผู้บังคับการเรือเข้าร่วมเจรจากับฝ่ายไทยในที่สุดตกลงกันได้ ไทยยอมปล่อยเรือคอลฟินไป หลังจากนั้นก็ได้มีเรือรบอเมริกันมาเยือนกรุงเทพ ฯ บ่อยครั้ง แต่ปัญหาระหว่างรัฐบาลไทยกับกงสุลอเมริกันยังคงมีอยู่ เช่นการนำสุราต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย เนื่องจากภาษีขาเข้ามีอัตราต่ำ จึงมีสุราต่างประเทศเข้ามาแพร่หลายในตลาดเมืองไทย ทำให้สุราในประเทศขายได้น้อย ผู้ที่ก่อปัญหานี้บางครั้งคือพ่อค้าคนจีนในบังคับอเมริกัน คนเหล่านี้มักอ้างสิทธิพิเศษว่า เป็นคนในบังคับฝรั่ง ซึ่งคนไทยสมัยนั้นเรียกพวกนี้ว่า สับเย็ก หรือพวก ร่มธง ได้พากันกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเอง พ่อค้าจีนบางคนถึงกับชักธงชาติอเมริกันบนเรือของตน ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดความบาดหมางขึ้นเนือง ๆ
            นอกจากนั้นสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทย และอเมริกัน ยังขึ้นอยู่กับกงสุลอเมริกันเองด้วย ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด น่าจะได้แก่ ฮัลเดอร์มาน ซึ่งอยู่ในตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.๒๔๒๓ - ๒๔๒๘ เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากกงสุลเป็นอัครราชทูต หลังสมัยฮัลเดอร์มานความสัมพันธ์ระหว่างไทย และอเมริกันยังมีปัญหาอยู่ เช่นในกรณีของชีค และกรณีเคลเลต เป็นต้น ได้มีการเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายเรือปืนกับไทยบ้าง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งเรือรบลำหนึ่งมาที่กรุงเทพ ฯ ผู้บังคับการเรือร่วมด้วยอัครราชทูตอเมริกันเข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทย ฝ่ายไทยยอมให้มีการตั้งกรรมการตัดสินชี้ขาด คณะกรรมการผสมตัดสินว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ผิด รัฐบาลไทยยอมรับคำตัดสินด้วยดี เหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนอเมริกันในเมืองไทย เช่น มิสชันนารีจะดำเนินไปด้วยดีก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ในระดับสูงไม่สู้จะราบรื่นนัก
            จากสนธิสัญญา พ.ศ.๒๓๙๙ ก็ได้มีกงสุลอเมริกันประเทศไทยตลอดมา แต่ไทยยังมิได้ส่งผู้แทนไปประจำยังสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศในยุโรป ไทยมีสถานกงสุลอยู่ในเมืองหลวงของประเทศที่มีสัมพันธไมตรีทางการทูตกับไทย แต่รัฐบาลไทยได้จ้างชาวต่างประเทศเป็นกงสุลไทยประจำประเทศต่าง ๆ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นข้าราชการไทย ราชทูตไทยองค์แรกซึ่งได้รับแต่งตั้งในปี พ.ศ.๒๔๒๔ ไปประจำประเทศในยุโรปคือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย (เวลานั้นทรงเป็นหม่อมเจ้า) ทรงทำหน้าที่ราชทูตไทยประจำสิบกว่าประเทศในยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย  โดยมีสำนักงานอยู่ที่สถานทูตไทยในประเทศอังกฤษ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ทรงเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยไปทรงศึกษายังประเทศอังกฤษเป็นรุ่นแรก ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

            ราชทูตไทยคนแรกที่ได้เดินทางไปสหรัฐ ฯ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (สมัยดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น) และยื่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อประธานาธิบดี เชสเตอร์ อลัน อาเธอร์ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๗ แต่เสด็จมาประทับอยู่ที่สถานทูตไทยในประเทศอังกฤษ สถานทูตไทยในกรุงวอชิงตันเริ่มตั้งเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ มีพระยาอัครราชวราธร (ภัสดา บูรณศิริ) เป็นอัครราชทูตไทยไปประจำอยู่เป็นครั้งแรก
ที่ปรึกษาราชการอเมริกันในประเทศ
            ไทยเริ่มจ้างที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา ในปี พ.ศ.๒๔๐๙ ปรากฏว่ามีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาอยู่ถึง ๘๔ คน มีทั้งคนชาติอังกฤษ อเมริกัน เดนมาร์ค และเยอรมัน ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศเหล่านี้ทวีจำนวนมากขึ้นในรัชสมัยต่อมา เมื่อไทยได้มีการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ การต่างประเทศของไทย ได้ขยายวงกว้างออกไปตามพันธะของสนธิสัญญา รัฐบาลไทยจ้างที่ปรึกษาฝรั่งทั้งในด้านกฎหมาย การคลัง การต่างประเทศ และการพัฒนาด้านอื่น ๆ ตำแหน่งที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลมากที่สุดคือ ตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งคนแรกเป็นชาวเบลเยี่ยม แต่ต่อมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นคนอเมริกันทั้งหมด
            ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ รัฐบาลไทยได้ว่าจ้างนายโรลังค์ ยัคมินส์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชาวเบลเยี่ยม มาเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคนแรก ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาอภัยราชา การที่ต่อมาหลังสมัยโรลังค์ ยัคมินส์แล้ว ซึ่งเป็นชาติที่เป็นกลางแล้วก็ได้พิจารณาถึงคนอเมริกัน ซึ่งรัฐบาลไทยเห็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีนโยบายล่าเมืองขึ้น และไม่มีปัญหาเรื่องเขตแดนกับไทย
            ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ชาวอเมริกันสามคนที่มีผลงานดีเด่นคนแรกคือ นายเอ็ดเวิด เอช .สโตรเบล เคยเป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เริ่มทำงานให้กับรัฐบาลไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ ผลงานที่สำคัญคือเรื่องการต่างประเทศ ทำให้สัมพันธ์ทางการทูตของไทยกับนานาชาติไปด้วยดี เขาได้ช่วยเจรจากับฝรั่งเศส และอังกฤษจนไทยได้ทำสนธิสัญญาใหม่กับประเทศทั้งสอง นอกจากนี้ยังทำงานด้านกิจการภายในประเทศสำเร็จอีกหลายอย่าง มีส่วนสำคัญในการพิจารณาออกกฎหมายหลายฉบับ ปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินเรือในประเทศ และต่างประเทศ ขยายกิจการรถไฟ รถราง โรงสี โรงเลื่อย

 

          เวสเตนการ์ด  เข้ารับตำแหน่งต่อจากสโตรเบล เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ และดำเนินการทุกอย่างเช่นเดียวกับที่สโตรเบลเคยปฏิบัติ คือ งานด้านการต่างประเทศ การศาล การพัฒนาและให้คำปรึกษาทั่วไป งานชิ้นสำคัญคือ การลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษ ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ และได้เป็นผู้แทนถาวรของประเทศไทย ประจำศาลระหว่างประเทศที่กรุงเฮก เวสเตน การ์ด ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
          วอลคอต พิตกิน  รับหน้าที่ต่อจากเวสเตนการ์ด ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ผลงานของเขาไม่เด่นเท่าสองคนแรก และในสมัยนี้เองก็ได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชการกระทรวงต่างประเทศ และนับจากมีตำแหน่งนี้ ก็ได้มีชาวอเมริกันเข้ามารับราชการตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ อยู่ห้าคนด้วยกัน ที่ปรึกษาเหล่านี้ทุกคนมีเกียรติประวัติดีงาม มีการศึกษาสูง และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาก่อนทั้งสิ้น
          เอลดอน อาร์ เจมส์  เข้ารับหน้าที่เป็นคนแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ เขาเป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และมหาวิทยาลัยบินนิโซต้า และเคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิสซูรี ดร.เจมส์ได้ทำงานต่อจากสโตรเบล และเวสเตน การ์ด ที่ได้ทำไว้กับฝรั่งเศสและอังกฤษ หลังสงครามโลก ครั้งที่หนึ่ง ดร.เจมส์ เป็นผู้ไปเจรจากับรัฐบาลอเมริกันที่กรุงวอชิงตัน เมื่อสงครามโลกสงบ และมีการประชุมสัมพันธมิตร ที่พระราชวังแวร์ซายล์ ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้กล่าวในพิธีประชุมว่า อเมริกันยินดีทำสนธิสัญญาใหม่กับไทย โดยจะยอมยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตด้วยความเต็มใจ และสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศแรกที่ยอมทำสัญญาใหม่กับไทยดังกล่าว
            ในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๓ ไทยและสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับหนึ่ง มีสาระสำคัญว่า สิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอเมริกันเป็นอันยกเลิก ส่วนภาษีศุลกากรนั้นให้เลิกภาษีร้อยละสาม ไทยมีเสรีภาพที่จะกำหนดอัตราภาษีศุลกากรเอง อันเป็นแบบอย่างให้ไทยได้ทำสัญญา ในลักษณะเดียวกันกับมหาอำนาจตะวันตกชาติอื่น ๆ

 

          ดร.ฟรานซิส บี.แซร์  ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน ดร.เจมส์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยเดินทางไปเจรจากับนานาประเทศ เพื่อขอแก้ไขสัญญาเป็นเวลาสองปี ประเทศที่ต่อต้านการแก้ไขสนธิสัญญามากที่สุดคือ อังกฤษ เพราะมีผลประโยชน์ทางการค้าอยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกอยู่มาก นอกจากนี้ฝรั่งเศสก็แสดงท่าทีไม่ยินยอมมาแต่ต้น หลังจากที่ ดร.แซร์ ได้เดินทางไปทั่วทวีปยุโรป ประมาณสองปี ก็สามารถทำให้ประเทศในยุโรป ๑๐ ประเทศยอมลงนามในสนธิสัญญาใหม่กับไทย โดยมีสาระสำคัญทำนองเดียวกับสัญญาระหว่างไทย กับสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๓ ประเทศสุดท้ายที่ลงนามในสัญญาคือ นอร์เวย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๙ นอกจากนั้น ดร.แซร์ ยังได้ทูลเกล้า ฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับหนึ่ง มีอยู่ ๑๒ มาตรา
            ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ดร.แซร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เป็นราชทินนามเดียวกันกับ ดร.เจมส์ ไอ เวสเตนการ์ด และแม้แต่จะลาออกจากราชการกลับไปสหรัฐอเมริกาแล้วก็ตาม ก็ยังคงติดต่อกับคนไทย และช่วยเหลือในกิจการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย
          คอร์ทนี ครอคเกอร์  รับหน้าที่ต่อจาก ดร.แซร์ แต่ผลงานไม่เด่นนัก เรมอนด์ บี.สตีเวนสัน และคอลแบร์ ที่ปรึกษาอีกสองคนได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขสนธิสัญญา อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ ได้เริ่มเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อขอทำสนธิสัญญาใหม่ โดยใช้หลักความเสมอภาค และความยุติธรรม สหรัฐอเมริกาได้ลงนามในสนธิสัญญาใน ปี พ.ศ.๒๔๘๐  และภายในปี พ.ศ.๒๔๘๑ ประเทศอื่น ๆ ก็ยอมทำสนธิสัญญาใหม่กับไทย ไทยจึงได้อิสระภาพทางศาล และทางรัษฎากรกลับคืนมาโดยเต็มที่ บทบาทของที่ปรึกษาอเมริกันก็จบลงด้วยการลาออกจากตำแหน่งของดอล แบร์ ที่ปรึกษาคนสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๓

 

 

ที่มา 

http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/military/usrelation/usrelation1.htm